พลังศรัทธาปาฏิหารย์

ผมได้รับemailจากเพื่อนท่านหนึ่ง เห็นหัวเรื่อง Subject: FW: แรงฤทธิ์อธิษฐาน  อ่านแล้วรู้สึกดีมาก และเชื่อว่าหลายท่านคงได้อ่านหรือได้พบประสบการณ์ตรงกับตัวเองในลักษณะนี้มาบ้าง   อยากให้อ่านครับ

อนึ่ง ใครมีประสบการณ์ทำนองนี้ก็ส่ิงมาแลกเปลี่ยนกันบ้างก็จะดีมากครับ ส่งได้ที่ email:handhoro@gmail.com ผมจะนำมาลงในเวปให้ท่านที่สนใจได้อ่านแลกเปลี่ยนกันครับ ลองอ่านเรื่องนี้ก่อนนะครับ

    เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน พ่อตาของผม พ.อ.ลิขิต สว่างวรรณ อาจารย์ ร.ร.นายร้อย จปร. ท่านชอบทำบุญ ถวายพระประธานมากถวายมาแล้วซัก 10 กว่าองค์ได้และมักจะไปตามวัดที่กันดาร
วันหนึ่งมีวัดที่จังหวัดชัยภูมิ เป็นวัดที่สอนปริยัติธรรมด้วย   เขียนจดหมายมาขอพระประธาน เนื่องจากได้สร้างโบสถ์ใหม่
แต่....ที่สำคัญ ขอโต๊ะหมู่บูชาที่ใช้ประดับหน้าพระประธานด้วย  แถมเน้นมาว่า อยากจะได้เป็นโต๊ะมุกด้วยนะ
พ่อตาผม ท่านมาปรึกษาว่าสนใจมาก แต่ถ้าให้ถวายทั้งสองอย่าง ออกจะไม่ค่อยสะดวก เพราะพระประธานราคาประมาณ 50,000 บาทส่วนโต๊ะหมู่ไปเช็คราคาก็ประมาณ 45,000 บาท ปัญหาอีกอย่างคือ มีเวลาไม่เกิน 10 วันเท่านั้น จะถึงวันฉลองโบสถ์ใหม่ มีการตัดลูกนิมิตด้วยผมเองก็คิดว่า.....โอ๊ย..อะไรกัน เวลาแค่ 10 วัน ทางวัดไม่คิดหรือว่าจะหาใครมีสตางค์ได้ทันกันนะ เกิดไม่ทันจะทำยังไงไม่แย่เหรอ....... แต่ภรรยาผมสนใจอยากร่วมทำบุญนี้มาก เลยปรึกษากันว่าผมกับภรรยาจะรับเรื่องโต๊ะหมู่เองตอนนั้นบอกตรงๆ ว่าไม่ค่อยมั่นใจ เงินไม่ค่อยมี อยากทำ ก็อยากทำ ติดแค่เรื่องเงิน พ่อตาผมท่านก็บอกว่า คนเราต้องมีศรัทธาถ้าศรัทธาถึงก็จะทำได้ แล้วท่องให้ฟังว่า " มโนปุพพัง คมาธัมมา มโนเสรฐา มโนมะยา "และบอกว่าตั้งใจให้ดี แล้วไปอธิษฐานกับพระดูสิ....ผมก็ไปจุดธูปที่หิ้งพระ อธิษฐานขอให้สำเร็จเถอะผมอยากทำ แต่ไม่มีตังค์ ที่จริงเงินก็พอมี แต่เป็นเงินทุนการค้า เป็นเงินหมุน  วันรุ่งขึ้นไปทำธุระ แล้วภรรยาชวนไปดูที่ขายโต๊ะหมู่กันไปที่เสาชิงช้า เลือกพระประธานได้ถูกใจมาก แต่ไม่ชอบโต๊ะหมู่เลย ไม่สวย ไม่เป็นศิลปะพอ เลยไปดูตามร้านเฟอร์นิเจอร์ไฮโซไปเจออยู่ชุดหนึ่งสวยมาก หมู่เก้า ขนาดกำลังดีสีน้ำตาลแดง ประดับมุก ลายเถาว์ตำลึง อู๊ย...ย....ถูกใจ…สวยจริง ๆ แต่ ราคา 40,000 บาท ขาดตัว
              ผมกับภรรยา หันมามองหน้ากัน ทำตาปริบ ๆ แล้วเล่าเรื่องให้เจ๊ เจ้าของร้านฟัง เจ๊ บอกเอางี้ อยากช่วย 35,900 บาท ขาดตัว เราเลยวางมัดจำไว้ 5,000 จากนั้น ก็กลับมานอนคิด....ทำยังไงดี พ่อตา ก็มาปลอบใจ บอกให้มีศรัทธา เลยขึ้นไปสวดมนต์ จะได้นอนหลับวันรุ่งขึ้น มัวแต่ยุ่งกับเรื่องงานธุรกิจจนลืม ภรรยาผม ขายของเด็กเล่น เค้าจะไปเหมาตาม รง.ที่ผลิตส่งออกเหมาซื้อของที่ไม่ผ่าน Q.C. เป็นเกรด B แต่ปัจจุบันนี้ รง.พวกนี้ย้ายไปเมืองจีนหมดแล้ว

            ตอนบ่าย มีโทรศัพท์จากคนไม่รู้จัก ว่าที่ รง.ของเขามีของตกสต๊อกเหลืออยู่อีก 1 อย่าง เป็น ตุ๊กตาช้าง เย็บด้วยผ้าร่ม 5,000 ตัวเป็นของเกรด A ขนาดเท่าฝ่ามือ ผมถามว่า มีอย่างอื่นอีกมั้ย  เขาบอกอย่างอื่นขายไปหมดแล้ว รง.เลิกแล้ว กำลังเก็บของย้ายไปจีน...เลยตกลงกันว่าวันพรุ่งนี้เช้าจะเข้าไปดู แต่ถามว่า ได้เบอร์โทรมาจากไหน เขาบอก ไม่รู้ใครให้มาเหมือกันสินค้าก็เหลืออยู่แค่อย่างเดียวเท่านั้น...ไม่รู้ทำไมถึงยังมีไอ้ตุ๊กตานี่เหลืออยู่ได้ยังไง

รุ่งเช้าผมกับภรรยา ก็ไปดูกัน รง.มันเลิกแล้วอ่ะ...มีแต่โกดังเปล่าๆ  มีตุ๊กตาช้าง แพ๊คกองไว้กลางโกดังอย่างดีเลย
ผมก็ตกลงซื้อมา ราคาไม่แพง ตัวละ 5 บาท เท่านั้น  เรียกรถมาขนไปบ้าน กองพะเนิน แทบไม่มีที่เดินตอนบ่ายภรรยาผมเอาตัวอย่างไปให้ที่สำเพ็งดู ไปเจอคนรู้จักที่มีแผงอยู่ริมถนนด้านท่าน้ำราชวงศ์อยู่หน้า ธ.กรุงศรีฯ ซึ่งเป็นทำเลทองทักทายกันตามประสาคนค้าขาย แล้วเอาตุ๊กตาให้ดูเขากลับบอกว่า ยังไม่เอาเพราะจะไปเที่ยวดูสินค้าที่เกาหลีปรกติตัวเจ้าของไปคนเดียว ปล่อยให้สามีหรือลูกน้องเปิดขายทุกวันแต่เที่ยวนี้ไม่รู้เป็นไงอยากให้ลูกน้องได้หยุดไปเที่ยวซัก 2 วัน ซึ่งแปลกมาก เพราะไม่ใช่หน้าเทศกาล สำเพ็งค่าที่แพงมากถ้าไม่จำเป็นจะไม่หยุดขายกันหรอก แถมยังบอกให้ผมมาขายแทนได้ 2 วัน ไม่คิดค่าที่ด้วย....มหัศจรรย์

            วันรุ่งขึ้น จำได้ว่าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะ ธนาคารปิด ผมไปยืนร้องตะโกนขายที่แผงของเขา
ขาย 5 ตัว 100 บาท ขายบ้าง แถมบ้าง.....ขายดีแฮะ เวลา 2 วันขายไปประมาณ 2,000 ตัวได้ แต่วันต่อมามีคนสนใจโทรมาขอซื้อไปขายต่อ
จำได้ว่าเจ้าที่ซื้อเยอะที่สุดอยู่บางลำพู เป็นแผงกางเกงยีนส์ชื่อหมวย ที่เหลือก็ขายหมดภายใน 5 วัน ที่แปลกก็คือ ผมไม่มีเหลือซักตัวเลย
ทั้งๆ ที่อยากจะเก็บไว้ดูเป็นที่ระลึก อย่างมาก แต่ตัวเดียวก็ไม่เหลือ ไปขอซื้อจากลูกค้า ทุกคนก็บอกว่าหมด ไม่เหลือ.....

             เมื่อมานับเงินดู ยิ่งขนลุกมาก..ก... ผมมีกำไรจากการขายตุ๊กตาช้าง เป็นเงิน 35,900 บาท พอดีเป๊ะ คืนนั้น สวดมนต์ซะยาว....เลยเมื่อถึงวันเดินทางนำพระประธาน กับโต๊ะหมู่ไปตอนเช้ามืด ช่วงนั้นเป็นหน้าหนาว ปีนั้นหนาวมากพอควร อีกอย่างที่น่าแปลก ก็คือ ผมหารถไม่ได้ต้องเอารถกระบะ มาสด้า สีขาวที่ตั้งขายอยู่มาบรรทุกแทน ซึ่งรถคนนี้ มีประวัติไม่ค่อยดี น้าชายผมเคยเอาไปทำธุรกิจรับจ้างบรรทุกศพและต่อมาก็มาขายให้ผม ( ผมขายรถมือสอง ) ไอ้รถคันนี้ สร้างความปวดหัวให้ผมบ่อย ๆ ขายไม่ออก ฟิตเครื่องใหม่ก็แล้ว ทำสีใหม่เอี่ยมก็แล้วมีปัญหาจุกจิกตลอดเวลา ลูกค้ามาดูแล้วก็ไม่เอา....

            ออกเดินทางตอนเช้ามืด ตกลงกันว่ารถมาสด้าที่มีพระประธาน กับโต๊ะหมู่ตั้งอยู่นำหน้า คนขับพร้อมกับคนที่รู้ทางไปด้วยกันผมและครอบครัวนั่งรถเก๋งตามหลัง ขับตามกันไปติดๆ  พอไประหว่างทาง ประมาณ 7 - 8 โมงเช้า หมอกลงจัดมาก มองอะไรแทบไม่เห็นผมก็ไม่ค่อยได้เจอหมอกหนาอย่างนี้มากก่อน มองไปได้ไม่เกิน 10 เมตร ต้องขับช้าๆ .... รถดันพลัดหลงกันผมเองก็ไม่รู้ทาง คนรู้ก็ไปกับรถกระบะซะด้วยแล้วจะทำยังไง..... ขับตามมองหากันอยู่ประมาณครึ่ง ชม.ก็ไม่เจอ พ่อตาผม ท่านบอกให้ใจเย็นๆ  การทำบุญใหญ่ ต้องมีมารมาผจญทั้งนั้นให้ตั้งจิตให้สงบ นึกถึงพระท่านก็แล้วกัน ผมก็สงบใจ ตั้งจิตอธิษฐานขอให้เจอกันเถอะ ถ้าหลงกันละแย่เชียว คันหน้าถึงจะรู้ทาง แต่ก็ไม่มีเงินเติมน้ำมัน

          ขณะนั้นรถอยู่กลางถนนที่ไหนไม่รู้ แต่แถวๆ สระบุรี หมอกลงหนามาก เพ่งมองถนนยังลำบากเลย จู่ ๆ....ก็มีแสง แว๊บ...แว๊บ....อยู่ข้างหน้า ห่างไปพอดู พ่อตาผมบอกให้ตามแสงนั่นไป ผมก็ต้องค่อยๆ ขับย่องตามแสงไป สักพักใหญ่ๆ เริ่มมีแดดบ้าง ไม่นานก็ตามกันทันปรากฎว่า เป็นแสงแดดที่สะท้อนองค์พระนั่นเอง ผมงี้...ขนลุกซู่เลย ถามคนขับก็ยังไม่รู้เลยว่าหลงกัน นึกว่าตามมาติดๆไปถึงวัดก่อนเที่ยง  แต่ก่อนถึงวัดซัก 300 เมตร ได้ยินเสียง เฮ..เฮ.. พอถึงวัดถึงได้รู้ว่าเป็นเสียงชาวบ้านเขาร้องดีใจกันเพราะเห็นแสงที่สะท้อนออกจากองค์พระมาแต่ไกล พอรถกระบะจอดหน้าวัดเท่านั้นแหละ คนทั้งหมู่บ้าน....ทั้งหมู่บ้าน...กรูกันเข้าไปช่วยกันยกพระประธาน และทุกอย่างเข้าไปในโบสถ์ใหม่ พระหนักมาก แต่เขายกกันปลิวเลย คนที่ไม่มีอะไรให้ยก ก็วิ่งตามกันไปเอิกเกริกแต่ไม่มีใครสนใจพวกผม เจ้าภาพ....เจ้าภาพ..นะเนี่ยะ เมื่อช่วยกันตั้งพระที่ฐานที่ทำเตรียมไว้...พอดี๊...พอดีเลย แล้วคนที่อยู่ในโบสถ์กันแน่นไปหมดรวมถึงคนที่เข้าไม่ได้ ก็ ก้มลงกราบพระพร้อมกัน          กราบ.....กราบ.....กราบ  ผมเอง ที่วิ่งตามพระไป ก็เข้าไม่ถึงยืนชะเง้ออยู่นอกโบสถ์เหมือนกัน  ได้แต่ยืนดูภาพนั้น.....กัดฟันกรอด....กรอด....น้ำตาไหลไม่หยุด

            คืนนั้นกลับถึงบ้านอย่างปิติสุข สุด...สุด  ตอนเช้า มีคนมากดกริ่งเรียก ขอซื้อรถกระบะคันนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ บอกแต่ว่าเห็นแล้วอยากได้.....จะเอาไปทำมาหากิน
         เรื่องนี้ทำให้ผมกลับมาคุยกับภรรยา ถึงความมหัศจรรย์หลายครั้ง พ่อตาผมก็ได้แต่ยิ้ม ๆปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว แต่ท่านเป็นผู้ชี้ทางสวรรค์ให้ผมเลยเชียวละ.............  ผมเชื่อว่าท่านต้องอยู่สวรรค์ ชั้นสูงๆ แน่เลย